หน้าจอ · ฟังก์ชันBooking system · การจองออนไลน์ · Naver Booking
ระบบจองออนไลน์
ระบบจองคือฟังก์ชันที่ลูกค้าเลือกวันและเวลาที่ต้องการจองได้โดยไม่ต้องโทร และเจ้าของร้านจัดการการจองนั้น
ก็คือการเปิดสมุดจองข้างเคาน์เตอร์ไว้ 24 ชั่วโมง แม้กลางคืนหลังปิดร้านก็มีการจองเข้ามา
รายละเอียดเพิ่มเติม
ถ้าใช้การจองผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Naver Booking ปุ่มจองจะแสดงใน Naver Map · Place ทันที ลูกค้าคุ้นเคย แต่หน้าตาหน้าจอและกฎต้องทำตามแพลตฟอร์ม
ถ้าวางระบบจองไว้ในเว็บไซต์ จะถามคำถามที่เข้ากับร้าน (ประเภทบริการ · จำนวนคน · คำขอพิเศษ) ได้อิสระ และลูกค้าไม่ต้องออกจากเว็บไซต์ไปที่อื่น
ใช้ทั้งสองแบบร่วมกันก็ได้ แต่ต้องกำหนดวิธีดำเนินงานไว้ไม่ให้เวลาเดียวกันถูกจองจากทั้งสองฝั่ง
รับจองออนไลน์ได้ด้วยวิธีไหนบ้าง
การรับจองออนไลน์แบ่งใหญ่ ๆ ได้ 4 วิธี คือ การจองผ่านแพลตฟอร์ม การจองบนเว็บไซต์ของร้านเอง ฟอร์มขอจอง และการเชื่อมบริการจองภายนอก ไม่ได้มีแบบไหนดีกว่ากัน ให้เลือกตามว่าลูกค้าเข้ามาจากไหนเป็นหลัก และกฎการจองซับซ้อนแค่ไหน
ฟอร์มขอจองคือวิธีที่ลูกค้าเขียนเวลาที่ต้องการส่งมา แล้วคุณตรวจสอบก่อนยืนยัน ง่ายกว่าการจองแบบเรียลไทม์ แต่ถ้าพลาดการติดต่อยืนยัน ลูกค้าจะต้องรอ จึงต้องตั้งกฎการตอบกลับไว้
ร้านที่การจองมีไม่บ่อยอย่างคาเฟ่ อาจใช้แค่ฟอร์ม “สอบถามการจองกลุ่ม · เช่าสถานที่” ฟอร์มเดียวก็พอ ไม่ต้องมีระบบจอง กลับกัน ร้านที่รับลูกค้าเป็นช่วงเวลาอย่างร้านทำผม · ร้านงานฝีมือ การจองแบบเรียลไทม์ได้ผลมาก
ปัดตารางไปด้านข้างเพื่อดูเพิ่ม
| วิธี | ข้อดี | ข้อด้อย | ร้านที่เหมาะ |
|---|---|---|---|
| การจองผ่านแพลตฟอร์ม (Naver Booking ฯลฯ) | จองได้ทันทีจากแผนที่ · การค้นหา ลูกค้าคุ้นเคย | ต้องปรับหน้าจอ · กฎให้เข้ากับแพลตฟอร์ม | ร้านที่ลูกค้ามาจากการค้นหาบนแผนที่เยอะ |
| การจองบนเว็บไซต์ของร้านเอง | คำถาม · กฎที่เข้ากับร้าน จัดการข้อมูลลูกค้าเอง | มีค่าใช้จ่ายในการทำและดูแล | ร้านที่มีตัวเลือกเยอะอย่างบริการ · คลาส |
| ฟอร์มขอจอง | ทำง่ายและยืดหยุ่น | คุณต้องยืนยันเอง | ร้านที่มีการจองวันละไม่กี่รายการ การเช่าสถานที่ · กลุ่ม |
| การเชื่อมบริการจองภายนอก | เริ่มได้เร็ว | ลูกค้าออกไปเว็บไซต์อื่น | ร้านที่อยากลองใช้ดูก่อน |
ระบบจองต้องมีฟังก์ชันอะไรบ้าง
ฟังก์ชันที่ขาดไม่ได้มี 3 อย่าง คือ “แสดงเฉพาะเวลาที่ว่าง” “แจ้งเตือนการจอง” และ “จัดการการยกเลิก · เปลี่ยนแปลง” ถ้าไม่มี 3 อย่างนี้ สุดท้ายก็ต้องโทรยืนยันอีก ข้อดีของการจองออนไลน์ก็หายไป
ถัดมาคือการตั้งค่าให้เข้ากับวิธีดำเนินงานของร้าน เลือกรายการที่ตรงกับร้านคุณจากด้านล่างแล้วส่งให้บริษัทรับทำเว็บไซต์ การคุยเรื่องใบเสนอราคาและกำหนดเวลาจะแม่นยำขึ้นมาก
ฟังก์ชันเยอะไม่ได้แปลว่าดี ยิ่งต้องตั้งค่าเยอะ คุณก็ยิ่งดูแลยาก จึงควรเริ่มจากฟังก์ชันที่จำเป็นต่อการดำเนินงานตอนนี้ แล้วค่อยเพิ่มเมื่อจำเป็น
ถ้าแต่ละคลาสมีจำนวนที่นั่งจำกัดอย่างร้านงานฝีมือ ฟังก์ชันแสดงจำนวนที่เหลือ เช่น “เหลือ 3 ที่” จะช่วยได้ ลูกค้าตัดสินใจเรื่องวันเวลาง่ายขึ้น และการโทรมาถามที่ว่างก็ลดลง
- ตั้งค่าเวลาเปิดทำการ · วันหยุด · ช่วงพักเบรก
- หน่วยการจอง (30 นาที 1 ชั่วโมง เวลาที่ใช้ตามบริการ)
- จำนวนคน · ที่นั่งที่รับได้ในเวลาเดียวกัน
- เวลาปิดรับจอง (เช่น ถึง 18:00 น. ของวันก่อนหน้า)
- รับจองแยกตามช่างผม · ผู้สอน · ห้อง
- การแจ้งเตือนยืนยันการจอง · แจ้งเตือนวันก่อนนัด (SMS · AlimTalk)
- หน้ารายการจอง · ปฏิทินสำหรับเจ้าของร้าน
นำระบบจองมาใช้ตามลำดับไหน
ก่อนเลือกฟังก์ชัน ลำดับที่ถูกคือเขียนก่อนว่าตอนนี้รับจองทางโทรศัพท์ · ข้อความอย่างไร ต้องย้ายกฎปัจจุบันมาได้ทั้งหมด ลูกค้าและพนักงานจึงจะไม่สับสน
ขั้นตอนสุดท้ายสำคัญเป็นพิเศษ ลูกค้าประจำไม่เปลี่ยนนิสัยในชั่วข้ามคืน ถ้าแจ้งลิงก์จองไว้ในป้ายในร้าน · SMS ยืนยันการจอง · โปรไฟล์ Instagram ด้วย ลูกค้าจะย้ายมาใช้เร็วขึ้น
ช่วงเริ่มใช้อาจมีการตั้งค่าผิดพลาด เช่น มีการจองเข้ามาในวันหยุด ถ้าช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกตรวจรายการจองทุกวันแล้วปรับการตั้งค่า ระบบก็จะเข้าที่ในไม่ช้า
- 01ดูประวัติการจองช่วง 1–2 เดือนล่าสุด แล้วเขียนสิ่งที่ลูกค้าถามบ่อยและกฎการจอง (เวลาที่ใช้ จำนวนคน เวลาปิดรับ)
- 02กำหนดว่าจะใช้วิธีไหน ระหว่างการจองผ่านแพลตฟอร์ม · การจองบนเว็บไซต์ · ฟอร์มขอจอง
- 03เรียบเรียงกฎการยกเลิก · เปลี่ยนแปลง · ไม่มาตามนัด (No-show) เป็นประโยค
- 04เลือกข้อมูลที่จะเก็บในฟอร์มจองเฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ
- 05กำหนดว่าเมื่อมีการจองเข้ามา ใครจะได้รับแจ้งเตือน ผ่านช่องทางไหน
- 06ก่อนเปิดใช้ ให้พนักงานและคนรู้จักลองจอง · ยกเลิกจริงเพื่อทดสอบ
- 071–2 เดือนแรก รับจองทางโทรศัพท์ควบคู่ไปด้วย แล้วค่อย ๆ ย้ายมาเป็นการจองออนไลน์
ตั้งกฎการยกเลิกการจอง · การไม่มาตามนัดอย่างไร
แค่กำหนด 2 เรื่องให้ชัด คือ “ยกเลิกฟรีได้ถึงเมื่อไร” และ “หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร” แล้วต้องเขียนกฎนั้นไว้ในจุดที่ลูกค้าเห็นก่อนกดปุ่มจอง
ประกาศ “เกณฑ์การระงับข้อพิพาทผู้บริโภค” ของ Korea Fair Trade Commission (KFTC) มีเกณฑ์การยกเลิกการจอง · ค่าปรับของบางธุรกิจรวบรวมไว้ เกณฑ์นี้ใช้เป็นหลักในการระงับข้อพิพาทเมื่อคุณกับลูกค้าไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นพิเศษ จึงแนะนำให้ลองหารายการของธุรกิจคุณดูสักครั้ง
ถ้าจะเก็บเงินมัดจำการจอง ต้องมีการชำระเงินออนไลน์ด้วย เงินมัดจำช่วยลดการไม่มาตามนัด แต่ก็อาจเป็นภาระของลูกค้า อีกวิธีคือเก็บเฉพาะการจองที่เสียหายมากถ้ามีที่ว่าง เช่น การจองกลุ่ม · บริการที่ใช้เวลานาน
ฟอร์มจองควรเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอย่างไร
หลักการคือเก็บเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการจอง ร้านส่วนใหญ่ใช้แค่ชื่อ (หรือชื่อเล่น) เบอร์ติดต่อ และรายละเอียดการจองก็พอ ส่วนวันเกิดหรือที่อยู่ให้เก็บเฉพาะเมื่อจำเป็นจริง ๆ
เขียนรายการที่เก็บ · วัตถุประสงค์ · ระยะเวลาเก็บรักษาไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัว และใส่ลิงก์ให้เห็นได้ทันทีใกล้ ๆ ฟอร์มจอง ต้องขอความยินยอมแยกหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ จึงแนะนำให้ตรวจคำแนะนำของ Personal Information Protection Commission (PIPC) ของเกาหลี หรือถามผู้เชี่ยวชาญ
SMS แจ้งการจองกับ SMS โฆษณาอย่างส่วนลด · โปรโมชันต้องจัดการต่างกัน ถ้าจะส่งข้อมูลเชิงโฆษณา ต้องขอความยินยอมรับข้อความแยกจากการจอง
ประวัติการจองก็เช่นกัน หลักการคือลบเมื่อพ้นระยะเวลาที่จำเป็น กำหนดไว้ว่าจะลบข้อมูลการจองเก่าเมื่อไร และตรวจไว้ว่าลบได้จากหน้าผู้ดูแลหรือไม่
ความผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องระบบจองมีอะไรบ้าง
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือเปิดทั้งการจองผ่านแพลตฟอร์มและการจองบนเว็บไซต์ไว้พร้อมกัน แล้วเวลาเดียวกันถูกจองจากทั้งสองฝั่ง ถ้าใช้ทั้งสองอย่าง ต้องมีกฎการดำเนินงาน เช่น แบ่งตามประเภทลูกค้าหรือบริการ หรือยึดฝั่งหนึ่งเป็นหลักแล้วปิดอีกฝั่ง
การตั้งให้รับแจ้งเตือนการจองทางอีเมลของคุณคนเดียวก็มีความเสี่ยง ถ้าวันที่ยุ่งแล้วพลาดการแจ้งเตือน ลูกค้าจะคิดว่าจองได้แล้วจึงเดินทางมา จึงควรกำหนดวิธีแจ้งเตือนที่พนักงานดูได้ด้วย
การไม่ทดสอบหน้าจองบนมือถือก็เป็นความผิดพลาดที่พบบ่อย ลูกค้าส่วนใหญ่จองผ่านมือถือ จึงต้องตรวจให้แน่ว่าปฏิทินเลือกวันกดได้ดีบนหน้าจอเล็ก
เรื่องระบบจอง ควรถามบริษัทรับทำเว็บไซต์อะไรบ้าง
เวลาฝากบริษัททำระบบจอง วิธีที่เร็วที่สุดคือเอาสมุดจองหรือบันทึกที่ใช้อยู่ให้ดูตรง ๆ การดูบันทึกจริงช่วยลดการตั้งค่าตกหล่นได้มากกว่าการอธิบายกฎด้วยคำพูด
- ตั้งค่าวันหยุด · ช่วงพักเบรก · เวลาที่ใช้แยกตามบริการได้หรือไม่
- เมื่อมีการจองเข้ามา จะแจ้งเตือนด้วยวิธีไหน (AlimTalk · SMS · อีเมล)
- ลูกค้ายกเลิก · เปลี่ยนการจองเองได้หรือไม่
- คุณดูและแก้ไขรายการจองจากมือถือได้หรือไม่
- ดาวน์โหลดข้อมูลการจองเป็น Excel ได้หรือไม่
ตัวอย่างเช่น
- ร้านทำผม: แบ่งใช้ Naver Booking สำหรับลูกค้าใหม่ และการจองบนเว็บไซต์สำหรับลูกค้าประจำที่ระบุช่างผม
- ร้านงานฝีมือ: แสดงที่ว่างแยกตามคลาส และปิดรับอัตโนมัติเมื่อเต็ม
ตรวจแค่นี้ก็พอ
- เมื่อมีการจองเข้ามา เจ้าของร้านได้รับการแจ้งเตือนไหม
- แสดงกฎการยกเลิก · เปลี่ยนแปลงให้ลูกค้าเห็นก่อนไหม
- จัดการไม่ให้เวลาซ้อนกับที่อื่นอย่าง Naver Booking ไหม
- ข้างฟอร์มจองมีคำชี้แจงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลไหม
ธุรกิจของเราต้องใช้ไหม
จำเป็นเมื่อการรับโทรศัพท์จองทำให้งานขาดตอนบ่อย หรืออยากรับจองนอกเวลาทำการด้วย
ที่ ISSYMO
เว็บไซต์ปรับฟังก์ชันตามต้องการประเภทการจอง · สมัคร และประเภทการศึกษา · คลาส มีการรับจอง · การจัดการเป็นพื้นฐาน ประเภทอื่นหรือแลนดิ้งเพจ เพิ่มได้ด้วยตัวเลือก “ระบบจอง”
เปรียบเทียบแพ็กเกจคำถามที่พบบ่อย
แหล่งอ้างอิง
แก้ไขล่าสุด